ว่าด้วยคำวินิจฉัยการลงนามรับรองเรื่องรังวัดสอบเขตที่ดิน
ประเด็นมีอยู่ว่า เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับจดหมายจากกรมที่ดินให้คอยระวังแนวเขตที่ดินของตนเองเนื่องจากที่ดินของท่านติดกับแนวที่ดินของเจ้าของที่ดินที่จะทำการรังวัดสอบเขตที่ดิน
และ เจ้าของที่ดินข้างเคียงก็ดูเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินไม่เป็น แต่เจ้าหน้าที่บอกต้องมีการเซ็นรับรองแนวเขตที่ดินด้วย
ทางเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็หลงเซ็นรับรองไปโดยที่ว่าบอก “ผมก็ไม่ทราบนะครับ หรือ หนูก็ไม่ทราบนะค่ะ” ว่าแนวเขตอยู่ตรงไหน
แต่เจ้าหน้าที่บอกให้เซ็นก็เซ็นไป ต่อมา เกิดปัญหากรณีที่ว่ามีการเซ็นรับรองไปแล้ว มันดันมีผลทางกฎหมายก็คือในแบบ ทด 34 ซึ่งเป็นแบบรับรองของเจ้าของที่ดินข้างเคียงมีการระบุไว้เลยว่าข้าพเจ้าขอรับรองว่าหลักเขตที่ได้ปรับตามแนวเขตที่รังวัดในครั้งนี้เป็นการถูกต้องแล้ว ซึ่งกรณีนี้ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ถ้าปรากฏมีหลักเขตใดที่ข้าพเจ้านำไม่ตรงกับความจริง
ข้าพเจ้ายอมรับผิดและยินยอมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขนั่น หมายถึงว่าถ้าเราไปเซ็นรับรองแนวเขตกฎหมายจะถือว่าเราเป็นการเซ็นสละสิทธิ์
อะไรประมาณนี้ ซึ่งแนวคำตัดสินและศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีมีการเซ็นรับรองแนวเขตไปจะถือว่าแม้นว่าที่ดินพิพาทจะอยู่ในที่ดินเราก็ต้องถือว่าเป็นการเซ็นสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ที่ข้างเคียงไปแล้วนั้น
เกิดข้อเท็จจริงว่าเซ็นโดยไม่ทราบว่าหลักหมุดที่แท้จริงอยู่ตรงไหนหรือเซ็นไปก่อนคงไปแก้ไขปัญหาคราวหน้าได้
(ประมาณว่าคิดเองหรือมีคนแนะนำมา)
ตามคำพิพากษา ฎีกาที่ 1646/2551 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้มาระวังแนวเขตที่ดินและลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินไว้ในใบรับรองเขตติดต่อของเจ้าของที่ดินและเจ้าของที่ดินข้างเคียง
อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดของโจทก์
แต่อยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดของจำเลย
แม้โจทก์จะเป็นของที่ดินพิพาทก็ต้องถือว่าโจทก์สละกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว
การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่มีมาก่อนย่อมสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377
ซึ่งไม่นานมานี้ได้มี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2564 เรื่อง ละเมิด สละเจตนาครอบครอง
แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่
1781/2564 ป.พ.พ.
มาตรา 420, 1377แม้เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ไประวังแนวเขตที่ดินและโจทก์ที่
๒ ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินไว้ ตามใบรับรองเขตติดต่อของเจ้าของที่ดินและเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็ตาม
แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยการปลูกมะละกอ
กล้วย และมะนาว นอกจากนั้น โจทก์ทั้งสองยังปักเสาไม้กับปลูกต้นสักทองไว้เป็นแนวเขต
อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้โจทก์ที่ ๒ จะลงชื่อรับรองแนวเขตไว้ก็ตาม
แต่โจทก์ทั้งสองก็ยังทำประโยชน์และหวงกันแนวเขตที่ดิน
ตนเองไว้ตลอดมาโดยไม่เคยสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลย
เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนด
จึงเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์มิใช่เป็นที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น
การที่โจทก์ที่ ๒ ลงชื่อรับรอง แนวเขตที่ดินนั้น
ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว และการ
ครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองที่มีมาก่อนหน้านั้นก็ยังไม่สิ้นสุดลงตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๗ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง
การที่โจทก์ทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์โดยการปลูกมะละกอ กล้วย และมะนาว
รวมทั้งวางระบบน้ำในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ทั้งสองนั้น
ย่อมไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่
จำเลยแต่อย่างใด
ส่วนการที่จำเลยนำเสาปูนไปวางไว้เพื่อล้อมรั้วในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์
ทั้งสองนั้นเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง
จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น